"เรารู้จักโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่มากกว่าคนข้างบ้าน

ในหัวใจยังมีธรรมชาติป่าเขา  แต่เราหนีเข้าไปอยู่ในตึก

วางต้นไม้ไว้ที่ระเบียง 2 กระถาง และบ่อยครั้ง, ลืมรดน้ำ

บ้านของเราหมายถึงห้องสี่เหลี่ยม

ประกอบด้วย 3 สิ่งมีชีวิตคือ พ่อ แม่ และลูกจำนวน 1 คน

อยู่กันก็แค่นี้ แปลก, เราไม่ค่อยเจอหน้ากันนัก

ความรักหมายถึงเงิน รถ ขนมเค้ก

และคำว่า love ในการ์ดวันเกิด

ความหิวกระหายระอุอยู่ในใจตลอดเวลา

เหมือนทะเลที่ถมไม่รู้จักเต็ม

ไม่ได้หิวอาหาร

หากเราต้องการความรัก การยอมรับ และการปลุกปลอบ

มีผู้คนรายรอบมากมาย แต่ใครๆ ก็เป็นโรคเหงา

ถนนและการสื่อสารกว้างขวางยาวไกลขึ้น

แต่สมาธิผู้คนสั้นลง

เพราะเรารีบไปหมดทุกเรื่อง

มีใครถามตัวเองบ้างไหมว่า-รีบร้อนไปทำไม"

 

คัดมาจากบางบทในหนังสือเรื่อง "ไปตามเส้นทางของเรา"

เขียนโดย วรพจน์ พันธุ์พงษ์

 

 

 

บ่อยครั้ง ที่ฉันรู้สึกไม่เข้าในการใช้ชีวิต มันเป็นเรื่องแสนยาก

โลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น หรือเป็นเพราะเราเอง ที่พยายามทำให้มันเร็วยิ่งกว่า

ทุกปัญหาดูเป็นเรื่องซับซ้อน มากเสียจนบางทีต้องมานั่งพักกายใจ เพื่อเตรียมตัวใหม่ ปรับสภาพ รับให้ทัน

ใช่หรือไม่ว่า การมีชีวิต เป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถัน ละเอียดละออไปกับมัน

หรือเราต้องหายใจให้ทันจังหวะโลก

ทุกวันนี้ เราผูกขาดชีวิตกับอะไร

คำตอบคงอยู่ที่ การใช้ชีวิตของแต่ละคน ซึ่งก็แน่นอน แต่ละชีวิต แตกต่างกัน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร

เราทุกคนก็ยังคงอยู่บนโลกใบนี้ ใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

เร็วบ้าง-ช้าบ้าง

ก็ขึ้นอยู่ที่เราจะทำความเข้าใจ

 

 

 

 

 

    

      ฝนหล่นลงมาพรำๆ ไม่แรงนัก แต่ก็พอทำให้เปียกปอนหากไม่เรียนรู้ที่จะระมัดระวัง

     ร้านค้ายังคงเปิดให้บริการ แม้ในสภาพอากาศเช่นนี้

     ไกลออกไป ชาย-หญิงหลายคนนั่งสัปหงกอยู่บนม้านั่งตัวยาว บางนาที เขาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงพูดคุยของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านถัดไป 

     สถานีรถไฟขอนแก่น  เวลาสี่ทุ่ม

     มันสมควรเป็นเวลาที่รถไฟขบวนสุดท้ายของวันจะเทียบชานชลา แต่ก็ยังไร้วี่เเววการมาของขบวนที่เฝ้ารอ แม้ภาพลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีการ(พยายาม)พัฒนามาโดยตลอดหลายปี แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าอีกหนึ่งภาพที่คุ้นตา ดือความเชื่องช้าที่รักษาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เปล่า ฉันไม่ได้มีอคติที่ไม่ดีกับการทางรถไฟ เพราะฉันยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ ที่เกาะรางเหนียวหนึบหากต้องเดินทางไกล เเละถ้านับดูแล้ว80%ของการเดินทางเข้ากรุงเทพ ฉันเลือกเดินทางโดยรถไฟเสมอ

และคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ต่างไปก็ตรงที่ ครั้งนี้ฉันมีเด็กหญิงเดินทางมาด้วย

ถ้าจะพูดให้ชัดๆ  เด็กหญิงที่ว่า หมายถึง น้องสาวร่วมสถาบันศึกษาเดียวกันนั่นเอง  ทำไมต้องเด็กหญิง?? เหตุผลมากมายที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งยังคงความน่ารักอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นก็คงจะเป็นการมองภาพของเด็กผ่านผู้ใหญ่คนนั้น ภาพเด็กหญิงผมฟูขี้เอาแต่ใจ จ้องตาเขม็ง แล้วทำหน้าสงสัยและตั้งใจฟังอยู่ตลอดเวลา นั่นน่ะ เป็นภาพที่ฉันมองเห็นในตัวน้องสาวคนนี้ น่ามองใช่ไหมล่ะ บางทีการที่เราเลือกที่จะมองคนใกล้ตัวให้เหมือนมองเด็ก เราจะพบความเป็นเด็กในตัวเขาจริงๆ และมันอาจทำให้เรารู้สึกว่า  ปลอดภัย

คืนนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เพราะขบวนเที่ยวสุดท้ายของวันนี้ เป็นขบวนรถไฟฟรี  ใช่  ฟรี หมายถึงไม่ต้องล้วงเงินออกจากกระเป๋าแม้สักสลึง  รถไฟฟรีขบวนนี้ต้นทางที่หนองคาย-ปลายทางกรุงเทพมหานคร หากลดภาระได้ใครก็คงไม่ลังเลที่จะทำ บางที นโยบายบางเรื่องของรัฐบาลก็ดูเข้าท่าบ้างในเวลาเช่นนี้ ฉันและเด็กหญิงคนดังกล่าว เราเดินทางมาถึงสถานีเมื่อตอนสี่ทุ่มตรง สำหรับขบวนรถไฟฟรี สิ่งที่เราต้องปฏิบัติอย่างแรกก็คือ ขอตั๋ว แล้วนั่งรอ........ 

.................

เวลายังคงเดินหน้าต่อไป

ฝนเริ่มซา ในที่สุดสิ่งที่รอคอยก็เดินทางมาถึง และการมาของสิ่งนั้น มักพารอยยิ้มมาด้วยเสมอ

บนรถไฟแออัดไปด้วยผู้คนร่วมอุดมการณ์(ของฟรี) ยากมากที่จะหาที่นั่งอย่างที่เราพอใจได้ในสภาพเช่นนี้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องยืนไปเสียเมื่อไหร่

พอได้ที่นั่ง สิ่งเเรกที่ฉันทำ คือเดินหาแม่ค้าขายกาแฟ อันที่จริงเวลาประมาณนี้จะไม่ค่อยมีแม่ค้าคนไหนเอากาแฟออกมาขาย ทุกคนคงต้องการพักผ่อน ฉันจึงต้องมุ่งหน้าไปที่ตู้เสบียง(ที่จริงแล้ว ตู้เสบียงของขบวนนี้ก็ปิดตั้งแต่สี่ทุ่ม) แต่ด้วยความหน้าด้าน ฉันยังเดินตรงไปขอซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว สงวนราคาอยู่ที่10 บาท          อ่อ!!รถไฟขบวนนี้เขามีแต่กาแฟทรีอินวัน  ฉีกซอง เทใส่แก้วพลาสติก  เติมน้ำร้อน เป็นอันเสร็จพิธี ทีนี้เราก็จะได้กาแฟทรีอินวันที่อร่อยที่สุดในโลกไว้นั่งจิบชิว ชิวบนรถไฟสายเหล็ก ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉัก  นั่นก็มากพอแล้วสำหรับการมาของรอยยิ้มในคืนนี้

ส่วนใหญ่ หากต้องเดินทางไกลๆ ฉันมักจะไปไหนมาไหนคนเดียวเสมอ บางครั้งการได้ออกไปเจอโลกกว้างตัวคนเดียว ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวร้ายนัก และจะว่าไป เวลาขณะนั้นเราอาจเพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับตัวเองลำพังจนบางทีเราเพิ่งจะรับรู้ว่าที่จริงแล้วเสียงข้างในใจเรา มันร้องดังเป็นเสียงอะไร

นอกจากเสียงฉึกฉักแล้ว เสียงหนึ่งที่แว่วดังขึ้นคือเสียงจากน้องสาว-เพื่อนร่วมทางนั่นเอง

"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่นั่งรถไฟ แต่ก็ไม่ได้นั่งนานแล้วก็ไกลขนาดนี้"                                                               

"กลัวมั้ยวะ" ฉันถาม

"กลัวไรพี่ คนเต็มเลย"^^ "รุ่นนี้แล้ว ไม่มีหรอกคำว่ากลัว"

ฉันยิ้ม  แต่ด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย วาบนึงที่แววตาฉายให้เห็นความอ่อนล้า ฉันก็อดกังวลไม่ได้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุพาให้ใครเขามาลำบาก

"โอ้ยยยยย..เชื่อหนิ น้องพี่ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ ทำอะไรที่มันลำบากกว่านี้ก็เคยมาแล้ว"

บางที หากเด็กหญิงพูดอะไร ผู้ใหญ่ก็ควรเออออห่อขนมไปด้วยบ้างก็ไม่เห็นจะแปลก หากมันทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง และคืนนั้น เด็กหญิงคนนี้ ทำให้ฉันเรียนรู้ได้ว่า "มิตรภาพระหว่างคนสองคน ไม่จำเป็นที่เราจะต้องคอยเป็นกังวลถึงทิศทางและผลลัพธ์ที่ดี เพียงแค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถานะการณ์และประสบการณ์ที่เราได้ใช้ร่วมกันเป็นตัวกำหนดทิศทางให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น อย่าเร่งรัด อย่าสร้างภาพเพื่อความสวยงามแต่ควรเป็นในสิ่งที่เราเป็น เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ยืนยาวที่สุดในมิตรภาพหนึ่งนั้น"

ตลอดเส้นทางนั้นภาพเด็กหญิงคนนั้นฉายกลับมาอีกครั้งในคราบของผู้หญิงแกร่งแต่อ่อนโยนคนหนึ่ง คนเดิมคนเดียวกันกับผู้หญิงผมยาวฟูๆ หน้านิ่งๆที่คุ้นเคย

พระอาทิตย์กำลังโผ่พ้นขึ้นมาตามแนวขอบฟ้า

ทุกสิ่งกลับมาสว่างไสวเฉกเช่นทุกเช้า

และคราวนี้ไม่ต้องเดินแบกหน้าไปขอซื้อกาแฟร้อนเพิ่มอีกแก้ว เขามีบริการขายส่งตรงถึงที่ทันใจเมื่อเริ่มคิดถึงมัน

อ่อนเพลีย ทว่า เป็นสุข สุขกับรอยยิ้มใสซื่อ ไออุ่นๆจากกาแฟแก้วนั้น มิตรภาพดีๆและอื่มเอมกับภาพสวยบนขบวนรถไฟ

หัวลำโพง เสียงจากข้างในมันร้องดัง ฉึกกะฉัก ปู๊น ปู๊น

  

เขียนตะกุกตะกัก แต่ก็พยายามจนได้ ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังอยากเล่าสู่กันฟัง

ขอให้มีความสุข กับการนั่งไปกับรถไฟ

moomen"er/2009

 

 

 

 

 

  

 

           

วันร้อนๆในเดือน มีนาคม

ฉันยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง ในที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งไม่มีใครเลยในนั้นที่ฉันรู้จัก

และแน่นอน ไม่มีใครเลยในที่ตรงนั้นรู้จักฉันเช่นกัน

ถนนสายนั้น

จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่ตรงไหน ไม่อาจรู้ได้

เพราะฉะนั้น

เรื่องของปลายทาง ก็อย่าเพิ่งไปพูดถึงมันเลย

มันช่างดูห่างไกลเหลือเกิน

ถ้าคืนนี้  ฝนเกิดพิเลนตกกระหน่ำลงมา

อาจทำให้......ความอบอ้าวนั้นได้ผ่อนคลาย

อาจทำให้.......ต้นไม้ไม่เหี่ยวเฉา

อาจทำให้......ใครบางคนเปียกปอน

หรือบางครั้ง......อาจทำให้ใครคนนั้นมีน้ำตา

ทุกอย่างอาจเคลื่อนไหวช้าลง

ในขณะที่ เม็ดฝนวิ่งวุ่นรีบตกลงมา

ช่วงเวลาขณะนั้น

ดูเหมือนทุกอย่างจะมีคำตอบของตัวมันเอง

และเมื่อฝนซา

ทุกอย่าง ก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เฉกเช่นที่มันควรจะเป็น